NEW UPDATE 2553-06-06
NEW UPDATE 2553-06-06 Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 1) เขียนโดย อาจารย์นอย 05 มีนาคม 2009 แหล่งที่มาของข้อมูล : http://nano-in-thailand.blogspot.com/2009/03/robot-evolution.html
ช่วงนี้วงการวิทยาศาสตร์กำลังเฉลิม ฉลองโอกาสครบรอบ 150 ปี ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน ซึ่งทฤษฎีสะท้านโลกนี้ได้นำดาวเคราะห์ของเราออกจากความงมงายในเรื่องพระเจ้า สร้างโลก ทำให้พวกเราประจักษ์ชัดว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้นวิวัฒนาการมาจากกระบวนการ ทางเคมีที่เริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ไปสู่ความซับซ้อน ชาร์ล ดาร์วิน ได้เชื่อมโยงหลักฐานต่างๆอย่างมีระบบ ทำให้เราเข้าใจความมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ และที่สำคัญก็คือกระบวนการทางธรรมชาติที่เรียกว่า Natural Selection (การคัดเลือกตามธรรมชาติ) นั้นได้ถูกเปิดเผยออกมา ทำให้เรารู้ ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้ มีการแข่งขันระหว่างสายพันธุ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เมื่อไรที่สายพันธุ์ของเราอ่อนแอ ก็จะถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์อื่นๆ ได้เช่นกัน
แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านั้น อาจไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่จะเข้ามาแข่งขันเพื่อเป็นสายพันธุ์ที่ ธรรมชาติคัดเลือก ทั้งนี้เพราะตอนนี้หุ่นยนต์แบบชีวะ ก็เริ่มมีวิวัฒนาการแบบสิ่งมีชีวิตแล้วล่ะครับ มี การวิจัยที่พยายามทำให้หุ่นยนต์สามารถที่จะมี evolution ได้แบบสิ่งมีชีวิต นักวิจัยได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง เช่น หุ่นยนต์ที่มีล้อ สามารถที่จะเรียนรู้ที่จะเดินหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ เมื่อเราติดเซ็นเซอร์เพิ่มเติม หุ่นยนต์ก็จะเรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มเอง พอลองผิดลองถูกไปสักพัก มันก็จะใช้อุปกรณ์ใหม่ได้อย่างคล่องแคล่ว นักวิจัยได้ลองใส่ล้อเพิ่มเข้าไปให้หุ่นยนต์ หุ่นยนต์สามารถที่จะเรียนรู้อุปกรณ์ที่เพิ่มเข้ามา ลองผิดลองถูกว่ามันมีข้อได้เปรียบอย่างไร เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ หากอุปกรณ์ส่วนใดบกพร่อง มันจะเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับของที่ยังมีอยู่ ในภาพยนตร์เรื่อง wall-e นั้น เจ้าหุ่นกระป๋องเก็บขยะ เรียนรู้ที่จะ recycle สายพานล้อของมัน จากตัวที่เสียไปแล้ว
การหลอมรวมระหว่างวิศวกรรม ศาสตร์ กับ ชีววิทยา กำลังเกิดขึ้นทุกหนแห่งครับ ตอนนี้วิศวะไม่เรียนชีววิทยาแบบแต่ก่อน คงจะไม่ได้แล้วครับ .................
NEW UPDATE 2553-06-06 Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 2) เขียนโดย อาจารย์นอย 24 กรกฎาคม 2009 แหล่งที่มาของข้อมูล : http://nano-in-thailand.blogspot.com/2009/07/robot-evolution-2.html
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมค่อนข้างยุ่งมาก เลยครับ เพราะช่วงนี้เป็นฤดูกาลเขียนขอทุนวิจัย ซึ่งพวกเราจำเป็นจะต้องเขียน proposal เข้าไปแข่งขัน เพื่อนำทุนวิจัยมาทำงานและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกิดประโยชน์ นอกจากนั้นยังมีงานต้องเขียนบทความวิจัย หรือที่ภาษานักวิชาการเขาเรียกกันว่า paper ซึ่งบทความวิจัยเหล่านี้ต้องส่งไปตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติครับ เป็นการรวบรวมผลงาน ความคิด การทดลองต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบตามหลักวิทยาศาสตร์ การส่งไปตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติมีข้อดีที่ว่า (1) จะมีกรรมการอ่านจากหลายประเทศ เขาจะวิจารณ์และตรวจสอบว่างานของเราได้เรื่องหรือไม่ (2) งานที่ถูกตีพิมพ์จะมีคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ทั้งโลก (3) งานที่ทำจะได้เป็นงานที่ไม่เก่ากึ๊ก ทำซ้ำไปซ้ำมา เพราะมีคนตรวจสอบเรา ซึ่งไม่มีเส้นมีสาย ตรงไปตรงมา
อย่างที่ผมมักเคยบอกกล่าวตลอดมาล่ะครับว่า ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งชีววิทยา เจ้าของบริษัท Google ก็มีภรรยาเป็นนักชีววิทยาครับ ทำให้ตอนนี้ Google เข้ามามีบทบาทในวงการธุรกิจการแพทย์และสุขภาพแล้ว วันนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวประเด็นที่วงการ หุ่นยนต์กำลังให้ความสนใจ นั่นก็คือ การมีวิวัฒนาการของหุ่นยนต์ เฉกเช่น วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ ห้องปฏิบัติการระบบอัจฉริยะ (Laboratory of Intelligent Systems) สังกัด Swiss Federal Institute of Technology เขามีการศึกษาความสามารถในการวิวัฒน์ของหุ่นยนต์ ด้วยการนำฝูงหุ่นยนต์ ที่เรามักรู้จักกันได้นาม Robot Swarm มาศึกษาพฤติกรรม โดยหุ่นยนต์แต่ละตัวจะติดตั้ง LED และตัวตรวจจับแสง จากนั้นก็ปล่อยหุ่นยนต์วิ่งไปวิ่งมาตามสบาย โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเหมือนระบบประสาท (Neural Networks) ทางคณะวิจัยจะฉายแสงลงไปบนพื้น โดยแบ่งออกเป็นพื้นที่ส่วนที่เรียกว่า Food Zone คือหากหุ่นยนต์วิ่งมาในพื้นที่นี้ มันจะได้รับการชาร์จแบตเตอรี่เพิ่มพลัง แต่ถ้าหากมันหลงวิ่งเข้าไปในพื้นที่ที่เป็น Poison Zone มันจะถูกดูดแบตเตอรี่ออกไป ทำให้ชีวิตมันสั้นลงไปเรื่อยๆ
หลังจากปล่อยให้หุ่นยนต์วิ่งไปวิ่งมา ก็จะเหลือหุ่นยนต์ที่รอดเหลือพลังงาน โดยที่ส่วนหนึ่งจะพลังงานหมด ตัวที่ รอดจะถูกเลือกใช้เป็นโปรแกรมของหุ่นยนต์รุ่นต่อไป หลังจากมีการจำลองให้มีวงจรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นรุ่นๆ ไปสัก 50 รุ่น นักวิจัยพบว่าหุ่นยนต์ได้มีการเรียนรู้ เกิดเป็นสังคมที่มีการช่วยเหลือกัน เพื่อที่จะหาอาหาร และ หลีกเลี่ยงอันตราย ที่น่าแปลกใจไป กว่านั้นก็คือ หุ่นยนต์บางตัวมีลักษณะฮีโร่ คือ ยอมเข้าไปในเขตอันตราย เพื่อกระพริบไฟเตือนตัวอื่นๆ ไม่ให้วิ่งเข้ามา แต่ที่น่าตื่นเต้นก็คือ มีหุ่นยนต์บางตัวแสดงบทบาทเป็นตัวร้าย ด้วยการกระพริบไฟหลอกให้ตัวอื่นๆ วิ่งเข้ามาในเขตอันตราย โดยหลอกว่าเป็นเขตอาหาร เมื่อตัวอื่นวิ่งเข้ามาเดี้ยงแล้ว มันก็รีบวิ่งหนีไปกินอาหารทันที !!!
NEW UPDATE 2553-06-06 Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 3) เขียนโดย อาจารย์นอย 31 สิงหาคม 2009 แหล่งที่มาของข้อมูล : http://nano-in-thailand.blogspot.com/2009/08/robot-evolution-3.html
ศตวรรษที่ 20 เป็นศตวรรษของฟิสิกส์ การค้นพบอะตอม อิเล็กตรอน และกลศาสตร์ควอนตัม ได้นำมาสู่การปฎิวัติเทคโนโลยีที่ทำให้เรากินดูอยู่ดีทุกวันนี้ครับ แต่ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษของชีววิทยาครับ จริงๆ ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ต้องบอกว่า ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษของวิทยาศาสตร์แห่งชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของชีววิทยาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิทยาศาสตร์ของจิตใจ (Mind Science) ด้วย อีกไม่นานหรอกครับ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งห่างเหินและแยกกันอยู่จากวิทยาศาสตร์มานาน จะหวนกลับมารวมกับวิทยาศาสตร์อีกครั้ง มนุษยศาสตร์กับสังคมศาสตร์แบบเก่าจะสูญพันธุ์ เหลือแต่ มนุษยศาสตร์กับสังคมศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ครับ ใครไม่เชื่อลองไปดูที่ฮาร์วาร์ด (Harvard University) กับ MIT ทั้งสองมหาวิทยาลัยนี้ มีการวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ล้ำหน้ามาก
ตั้งแต่ต้นศตวรรษนี้เป็นต้นไป คนเราจะถามตัวเองมากขึ้นว่า เราเป็นใคร มาจากไหน เกิดมาทำไม และอยู่เพื่ออะไร เราจะถามตัวเองมากขึ้นว่าเราอยู่โดดเดี่ยวในจักรวาลหรือเปล่า มี เรามีตัวตนจริงๆหรือว่าเป็นเพียงแค่โปรแกรมที่รันอยู่ใน computer simulation เราจะสงสัยมากขึ้นว่าเราสามารถที่จะชะลอความแก่เพื่อยืด อายุของเราเองให้ยาวนานออกไปเป็น 1000 ปีได้หรือไม่
คำถามหนึ่งที่เราจะถามมากขึ้น ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจหรอกว่าเมื่อสิ้นศตวรรษนี้แล้วเราจะได้คำตอบ แต่การแสวงหาหนทางไปสู่คำตอบนี้ จะทำให้เราได้เทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาอีกมากมาย คำถามนั้นก็คือ ชีวิตคืออะไร ??? แล้วเราสามารถที่จะสร้างชีวิตขึ้นมาเองได้หรือไม่ ???
สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงกันมานานแล้วก็คือ เราสามารถสร้างความ "มีชีวิต" ให้แก่หุ่นยนต์ได้หรือไม่ จริงๆแล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้นิยามสิ่งมีชีวิตขั้นต่ำที่สุดก็คือแบคทีเรีย ในปัจจุบันนี้ เรามีศักยภาพในการสร้างแบคทีเรียสังเคราะห์ (Synthetic Bacteria) ได้แล้ว แต่ เรายังไม่สามารถทำหุ่นยนต์ให้มีชีวิตได้ตามนิยามของสิ่งมีชีวิต แบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตแต่ไม่มีจิตใจ ไม่มีความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ แต่ดูเหมือนตอนนี้เรามีความสามารถในระดับหนึ่งที่จะสร้างอารมณ์ให้หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นไปสู่การทำให้มันมีจิตใจ
ศาสตราจารย์ รอดนีย์ บรูคส์ (Rodney Brooks) นักวิจัยทางด้านหุ่นยนต์ศาสตร์แห่ง MIT กล่าวว่า "พวกเราเองก็เป็นจักรกลเหมือนกันครับ ไม่ต่างจากพวกหุ่นยนต์หรอกครับ เพียงแค่ชิ้นส่วนของเราทำมาจากวัสดุชีวภาพก็แค่นั้นเอง" ท่านเชื่อว่าไม่เพียงแต่เนื้อหนังของเรา เท่านั้นที่มีความเป็นจักรกล อารมณ์และความรู้สึกก็ใช่ด้วย เพราะอารมณ์ต่างๆ เช่น ความเศร้าโศกเสียใจ ก็เกิดจากสารเคมีประสาทที่หลั่งในสมอง ถ้าเราเข้าใจกลไกเหล่านี้ดีพอ ทำไมเราจะโปรแกรมโค้ดพวกนี้เข้าไปในหุ่นยนต์ไม่ได้ล่ะ ......
NEW UPDATE 2553-06-06 Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 4) เขียนโดย อาจารย์นอย 02 กันยายน 2009 แหล่งที่มาของข้อมูล : http://nano-in-thailand.blogspot.com/2009/09/robot-evolution-4.html
นักวิทยาศาสตร์ฝันว่าสักวันหนึ่ง เราจะสามารถถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ ความมีชีวิตจิตใจ ให้เข้าไปอยู่ในหุ่นยนต์ได้ แต่ก่อนอื่น หุ่นยนต์จะต้องมีผัสสะแบบที่มนุษย์มีเสียก่อน นั่นคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นสัมผัสประดิษฐ์ (Artificial Sense) ผมเองก็ทำวิจัยเกี่ยวกับสัมผัสประดิษฐ์อยู่ 3 อย่าง คือ จมูกประดิษฐ์ (Artificial Nose) ลิ้นอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Tongue) และ ผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Skin) ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 3 อย่างนี้กำลังเป็นที่สนใจทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงแต่นำมาประยุกต์ในหุ่นยนต์ได้เท่านั้น แต่ยังนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมากมายเลยครับ
การทำให้หุ่นยนต์มีสัมผัสไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นนัก แต่การที่จะทำให้หุ่นยนต์มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ ยังเป็นสิ่งท้าทายอยู่มาก ดังที่ศาสตราจารย์ ลีโอ แวน เฮมเมน หัวหน้าสถาบันชีวฟิสิกส์เชิงทฤษฎี แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งมิวนิค (ผมก็เคยไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่นี่ครับ เมืองมิวนิคน่าอยู่มาก มีงานเทศกาล October Fest ที่เมาเบียร์กันได้ทั้งเดือน ......) ได้กล่าวไว้ว่า "เทคโนโลยีของพวกเราได้ล้ำหน้าสิ่งที่มีในธรรมชาติ ไปหลายๆ เรื่องแล้วครับ แต่เรื่องสำคัญบางอย่างนั้น เรากลับไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ อย่างเช่น การนำสัมผัสมาประกอบเป็นความรู้สึก"
สัตว์หลายชนิดมีระบบสัมผัสที่มนุษย์เราไม่มี เราอาจเรียกสัมผัสเหล่านั้นว่าเป็น Sixth Sense ก็ได้ หากใครก็ตามที่มีความสามารถเช่นนั้น ตัวอย่างก็คือ ปลาและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำบางชนิด มีสัมผัสพิเศษที่ทำให้มันสามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเพียง เล็กน้อย เสมือนได้จับต้องกับวัตถุที่อยู่รอบๆ ตัวมัน โดยมันไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสหรือเห็นวัตถุนั้นเลย สัตว์หลายชนิดสามารถใช้อวัยวะของมันเพื่อตรวจดูสิ่งแวด ล้อม ด้วยรังสีอินฟราเรด คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษเหมือนพวกเรา ด้วยเหตุนี้ ทีมของศาสตราจารย์เฮมเมน จึงสนใจค้นคว้าสัมผัสพิเศษของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง เราอาจจะสร้างสัมผัสประดิษฐ์แบบนี้ให้แก่หุ่นยนต์ได้
NEW UPDATE 2553-06-06 Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 5) เขียนโดย อาจารย์นอย 07 ตุลาคม 2009 แหล่งที่มาของข้อมูล : http://nano-in-thailand.blogspot.com/2009/10/robot-evolution-5.html
ความพยายามในการพัฒนาหุ่นยนต์ที่ฉลาดมากขึ้น ทำให้ศาสตร์แห่งจิตใจ (Mind Sciences) และวิทยาศาสตร์ของการรับรู้ (Cognitive Science) ได้รับความสนใจมากขึ้น มีคนสนใจศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เคยเป็น นามธรรมสำหรับเราเช่นอารมณ์ต่างๆ ความรู้สึกตัว ความระลึกรู้ กำลังจะกลายมาเป็นสิ่งที่สามารถโมเดลได้ด้วยคณิตศาสตร์ หรืออัลกอริทึมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งภาวะเหล่านั้นในพุทธศาสนารู้กันมานานแล้วครับว่าเป็น "รูป" ไม่ใช่ "นาม" แต่อย่างใด ในอนาคตเมื่อเราสามารถโมเดลภาวะเหล่านั้นได้ เราก็สามารถทำให้หุ่นยนต์มีสภาวะเช่นนั้นได้
มนุษย์เรามีสิ่งหนึ่งที่สัตว์อื่นๆ มีน้อย นั่นคือ "สติ" หรือความระลึกรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ในทางพระพุทธศาสนานั้น ระดับสติของมนุษย์แต่ละคนก็ไม่เท่ากัน พระอริยะบุคคลมีพลังของสติไวกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไปมาก ท่านจึงรู้ตัวและสามารถระงับอารมณ์ หรือความอยากได้ทันท่วงที ซึ่งทำให้ท่านเหล่านั้นรู้เท่าทันภาวะความเป็นไปของสิ่งที่มากระทบสัมผัส ต่างๆของท่าน สัตว์จะมีสภาวะ ของสติน้อยกว่า พวกมันจะทำสิ่งต่างๆไปตามสัญชาตญาณ เมื่อมีสติน้อยปัญญาก็มีน้อย
นักประสาทวิทยาเชื่อว่า สติหรือความระลึกรู้ เกิดจากการทำงานของสมองหลายๆส่วน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จักรกลก็น่าจะทำให้มีสติได้ ด้วยการสร้างส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องขึ้นมาทำงานร่วมกัน ศาสตร์ที่ว่านี้เราเรียกว่า สติประดิษฐ์ หรือ Artificial Consciousness หรือ Machine Consciousness ซึ่งเป็นศาสตร์ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากครับ ศาสตร์ทางด้านนี้เข้าใจยากมากครับ แต่มีความสำคัญ เพราะมันจะทำให้มนุษย์และหุ่นยนต์ เขยิบเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้นครับ
คืนนี้ผมนอนอยู่ที่ไร่ องุ่น มาทำงานภาคสนาม 3 วันครับ มองออกไปข้างนอกมืดและเงียบมากครับ วันหลังผมจะกลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อครับ เพราะจริงๆ แล้วยังมีคำถามอีกมากมาย เช่น จักรกลมีรักได้หรือไม่ จักรกลมีความสุขได้หรือไม่ ..........
UPDATE 2553-05-05 Robot Evolution - หุ่นยนต์วิวัฒน์ (ตอนที่ 6) เขียนโดย อาจารย์นอย 08 เมษายน 2010 แหล่งที่มาของข้อมูล : http://nano-in-thailand.blogspot.com/2010/04/robot-evolution-6.html
ในทางพุทธศาสนา เรามีความเชื่อว่ามนุษย์มีระดับสติ หรือความระลึกรู้ที่สูงกว่าสัตว์อื่นๆ มาก แม้แต่มนุษย์ด้วยกันก็มีระดับของสติต่างกัน พระอริยะบุคคลมีพลังของสติไวกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไปมาก ท่านจึงรู้ตัวและสามารถระงับอารมณ์ หรือความอยากได้ทันท่วงที ซึ่งทำให้ท่านเหล่านั้นรู้เท่าทันภาวะความเป็นไป ของสิ่งที่มากระทบผัสสะต่างๆของท่าน
แต่มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่เชื่อ ว่า สติหรือความระลึกรู้ เป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่รันอยู่ในสมอง สามารถโมเดลด้วยคณิตศาสตร์ได้ อีกทั้งยังสร้างเพื่อนำไปใส่ในจักรกลได้ ศาสตร์นี้เราเรียกว่า สติประดิษฐ์ (Artificial Consciousness หรือ Machine Consciousness) ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังมาแรงมากครับ ถึงขนาดที่มีวารสารวิจัยของประชาคมเขาเลย วารสารนี้มีชื่อว่า International Journal of Machine Consciousness ซึ่งเป็นวารสารสำหรับรายงานผลงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีพื้นฐาน ที่อธิบายการทำงานของสติประดิษฐ์ การออกแบบและพัฒนาจักรกลที่เลียนแบบการทำงานของมนุษย์ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสติและความระลึกรู้ เป็นต้น
ก่อนหน้านี้ได้เคยมีการออก แบบหุ่นยนต์ ที่มีความสามารถในการซ่อมแซม หรือรักษาตัวเอง หากมีความเสียหายเกิดขึ้น หุ่นยนต์ตัวนี้จะมีการทบทวนตนเองอยู่ตลอดเวลา (ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของสติ) ว่าตัวมันเองนั้นมีความสมบูรณ์ในการทำงานหรือไม่ มันจะคอยตรวจสอบตัวมันเอง หากมีอวัยวะส่วนใดบกพร่อง มันจะหาทางใช้งานส่วนที่เหลือ เพื่อให้มันยังปฏิบัติภารกิจได้ การ รู้จักพิจารณาตนเองนี้ เป็นสมบัติของมนุษย์ ซึ่งการที่เราสามารถพัฒนาสมบัตินี้ให้หุ่นยนต์ ก็เท่ากับว่าเราสามารถทำให้หุ่นยนต์มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ ได้ระบุอย่างคร่าวๆ ว่า ถ้าหากจะสร้างสติประดิษฐ์ขึ้นมา ก็ควรจะมีองค์ประกอบเหล่านี้ คือ (1) Awareness การรับรู้ข้อมูลที่เข้ามาทางผัสสะ ในทางพุทธศาสนาเราเรียก ว่า "รูป" (2) Learning เมื่อมีการรับรู้เข้ามาแล้ว เกิดการเรียนรู้ว่าข้อมูลนั้นคืออะไร หรือ ที่เรารู้จักกันในทางพุทธศาสนาในชื่อว่า "เวทนา" แปลกไหมครับว่าความรู้พวกนี้ พุทธศาสนารู้มานานแล้ว (3) Anticipation เป็นความคาดหมายว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป โดยอาศัยความจำที่มีมาแต่ ก่อน ในพุทธศาสนาเราเรียกว่า "สัญญา" (4) Subjective Experience ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เหมือนมีตัวตน ระลึกถึงความมีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับฝรั่งชาติตะวันตกที่จะเข้าใจ แต่ในศาสนาพุทธเราอาจเรียกว่านี่คือ "สังขาร หรือ วิญญาณ" ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของขันธุ์ 5
เข้าใจยากใช่มั้ย ครับ วันหลังมาคุยเรื่องนี้ต่อครับ ..... อ่านต่อ