กลับสู่หน้าหลักกลุ่มสาระศิลปะ
บทที่ ๐๑ ๐๒ ๐๓ ๐๔ ๐๕ ๐๖ ๐๗ ๐๘ ๐๙ ๑๐ ๑๑
กลับหน้าหลักบางสะพานวิทยา
 

บทที่ 9
การเขียนแบบภาพตัด

สาระการเรียนรู้
ในการเขียนแบบภาพตัด บางครั้งจะพบกับงานที่มีลักษณะซับซ้อนอยู่มาก ไม่สามารถอ่านภาพและเขียนแบบได้ โดยเฉพาะภาพที่มีเส้นประจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้การมองภาพภายในได้อย่างชัดเจนและทำความเข้าใจกับแบบงานได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงเขียนภาพที่สามารถแสดงรายละเอียดภายในได้อย่างชัดเจนและทำความเข้าใจกับแบบงานได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงเขียนภาพที่สามารถแสดงรายละเอียดภายในได้อย่างชัดเจน ภาพนี้เรียกว่า "ภาพตัด"

เนื้อหา
1. ความหมายของภาพตัด
2. ส่วนประกอบของภาพตัด
3. ชนิดของภาพตัด
4. ภาพตัดลักษณะพิเศษ
5. ชิ้นงานที่ได้รับการยกเว้นการตัด

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. บอกความหมายของภาพตัดได้
2. อธิบายส่วนประกอบของภาพตัดได้
3. เขียนภาพตัดชนิดต่างๆ ได้
4. สามารถเขียนภาพตัดลักษณะพิเศษได้ถูกต้อง
5. สามารถเขียนภาพตัดชิ้นงานที่ได้รับการยกเว้นการตัดได้

 

ชิ้นงานที่มีรูปร่างซับซ้อนหรือมีส่วนที่ถูกบังไว้ เมื่อทำการเขียนแบบส่วนที่ถูกบังไว้ต้องเขียนเป็นเส้นประ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความยุ่งยากสับสนในการเขียนแบบและอ่านแบบได้ ดังนั้น จึงนำภาพนั้นมาเขียนเป็นภาพตัด เพื่อสามารถแสดงส่วนที่ถูกบังไว้ หรือรูปร่างภายในชิ้นงานได้อย่างชัดเจน

1. ความหมายของภาพตัด
ภาพตัด หมายถึง การผ่าหรือตัดเนื้อวัสดุงานเพื่อแสดงรายละเอียดรูปร่างชิ้นงานภายใน เช่น รูเจาะ รูคว้าน ร่องลิ่ม หรือแสดงลักษณะประกอบกันของชิ้นส่วนเครื่องจักรกลต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านแบบ ดังรูป 9.1

รูปที่ 9.1 ตัวอย่างภาพตัดที่แสดงรายละเอียดข้างใน

ในการเขียนแบบ การฉายภาพรายละเอียดเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับงานเขียนแบบซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นงานสามารถทำได้ถูกต้องยิ่งขึ้น ดังนั้น เทคนิคในการเขียนแบบที่สามารถแสดงรายละเอียดภายในชิ้นส่วนต่างๆ คือ การสมมุติว่า ให้ชิ้นงานถูกตัดออกและภาพที่สมมุติให้ตัดนั้นเรียกว่า ภาพตัด โดยสมมุติให้มีแผ่นกระจกระนาบตัดผ่านผ่านตรงกลางวัตถุ ดังรูป 9.2 โดยแผ่นตัดเหมือนกับคมมีด แยกชิ้นงานออกเป็น 2 ส่วน

รูปที่ 9.2 แสดงการตัดชิ้นงานตามแนวตัด

2. ส่วนประกอบของภาพตัด
การเขียนภาพตัดเป็นการเขียนแบบภาพฉายด้านที่ต้องการแสดงให้เห็นรายละเอียดภายในชิ้นงานซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้
2.1 สัญลักษณ์เส้นลายตัด จะเขียนด้วยลายเส้นเต็มบางเอียงทำมุม 45 องศากับแนวระดับ โดยมีระยะห่างระหว่างเส้นเท่ากันสม่ำเสมอในพื้นที่หน้าตัด ดังรูป 9.3

รูปที่ 9.3 ลักษณะเส้นลายตัดแบบต่าง

2.2 เส้นแนวตัด เป็นเส้นสมมติว่าตัดชิ้นงานผ่านแนวระนาบ แทนด้วยเส้นลูกโซ่หนัก ส่วนทิศทางการมองภาพจะเขียนด้วยหัวลูกศร ซึ่งเขียนด้วยเส้นเต็มหนักชี้เข้าหาเส้นแนวตัด ที่ปลายทั้งสองข้างมีตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่แสดงกำกับอยู่ข้างลูกศรด้วย ดังรูป 9.4

รูปที่ 9.4 ลักษณะของเส้นแนวตัด

3. ชนิดของภาพตัด
ภาพตัดที่เขียนในแบบงานมีหลายชนิด การที่จะเขียนภาพตัดชนิดไหนนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของงานแต่ละชนิด และความต้องการแสดงรายละเอียดส่วนใดของงาน ภาพตัดที่เขียนในแบบงาน มีดังนี้
3.1 ภาพตัดเต็ม (FULL SECTION)
ภาพตัดเต็ม เป็นภาพที่ต้องการแสดงรายละเอียดภายในตลอดเต็มหน้าของชิ้นงานเสมือนผ่าแบ่งครึ่งชิ้นงานให้แยกออกจากกัน ดังรูป 9.5 แนวตัดในชิ้นงานระนาบเดียว หรือหลายระนาบ จะเรียกว่า ระนาบตัด ที่ทำให้เกิดพื้นที่ที่เรียกว่า พื้นที่ภาพตัด

รูปที่ 9.5 แสดงพื้นที่ระนาบตัดชิ้นงานให้แยกจากกัน

เส้นที่แสดงตำแหน่งแนวตัด การเขียนแบบภาพฉาย เพื่อให้ทราบว่าแบบของชิ้นงานถูกตัดที่ตำแหน่งใด เส้นแสดงแนวตัดจะใช้เส้นศูนย์ใหญ่เขียนไว้ที่ขอบนอกทั้งสองข้างของชิ้นงาน ดังรูป 9.6 และยื่นออกมานอกของชิ้นงานประมาณ 10 มม. ที่ปลายเส้นแนวตัด จะมีลูกศรชี้ไปยังภาพที่แสดงภาพที่ถูกตัดหรือส่วนที่ไม่ได้ตัดออก โดยลูกศรห่างจากขอบงาน 8 มม. (สามารถเปลี่ยนระยะห่างตามความเหมาะสมของขนาดภาพฉาย)

รูปที่ 9.6 แสดงภาพฉายปกติและภาพฉายแบบตัดเต็ม

ตารางแสดง กฎการเขียนภาพตัดเต็ม
1. ผิวหน้าของชิ้นงานที่ถูกตัด (ตัดตามจินตนาการไม่ได้ถูกตัดจริงๆ) ผิวงานนั้นให้แสดงเส้นลายตัด (ยกเว้นรูหรือร่อง)
2. เส้นลายตัดเขียนด้วยเส้นเต็มบาง เอียงทำมุม 45 องศากับแนววางของชิ้นงาน (ลายตัดจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุงาน) มีระยะห่างเท่ากันตลอดในพื้นที่หน้าตัดเดียวกัน พื้นที่หน้าตัดเล็ก ระยะห่างระหว่างเส้นลายตัดจะแคบกว่าพื้นที่หน้าตัดใหญ่
3. กรณีที่ชิ้นงานประกอบกันหลายชิ้นและถูกตัด จะต้องแสดงเส้นลายตัดคนละทิศกัน หรือเขียนระยะห่างของเส้นลายตัดให้ต่างกัน
4. พื้นที่หน้าตัดแคบๆ เช่น แผ่นโลหะประกอบชิ้นงานไม่ต้องแสดงเส้นลายคัด แต่ให้เขียนดำทึบแทน พื้นที่หน้าตัดของโลหะที่ประกอบกันต้องให้มีช่องว่างแบ่งตามลักษณะของหน้าตัดชิ้นงานนั้นๆ
5. ถ้าจำเป็นต้องกำหนดขนาดพื้นที่หน้าตัด จะต้องเว้นช่องลายตัดสำหรับเขียนตัวเลขที่ใช้กำหนดขนาดนั้นๆ
6 ในการเขียนภาพตัด ให้ยกเว้นไม่ต้องเขียนเส้นประใดๆ เพราะจะทำให้ยุ่งยากในการอ่านแบบ แต่ยกเว้นให้มีเส้นประได้ในกรณีที่ช่วยให้อ่านภาพง่ายขึ้นเท่านั้น

3.2 ภาพตัดครึ่ง (HALF SECTION)
เป็นภาพที่ตัดวัตถุออก 1 ใน 4 ส่วนของภาพ ภาพตัดครึ่งนี้ส่วนมากจะใช้ตัดวัตถุที่สมมาตรกัน เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยตัดแยกตามเส้นศูนย์กลาง ส่วนที่ไม่ถูกตัดจะเขียนเป็นภาพปกติ ไม่ใช้เส้นประในภาพตัดครึ่ง จะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น (ดังรูป 9.7)

รูปที่ 9.7 ลักษณะของภาพตัดครึ่ง

การกำหนดขนาดจะเขียนเส้นกำหนดขนาดที่มีหัวลูกศรเพียงข้างเดียว และอีกด้านหนึ่งจะลากเส้นเลยเส้นศูนย์กลางไปพอประมาณ (ดังรูป 9.8)

รูปที่ 9.8 ลักษณะของภาพตัดครึ่ง

3.2 ภาพตัดครึ่ง (HALF SECTION)
1. ในภาพตัดครึ่งไม่ต้องแสดงเส้นประในภาพซีกที่ไม่ได้ถูกตัดซึ่งจะเป็นภาพที่แสดงรายละเอียดภายนอกของชิ้นงาน
2. เส้นแบ่งซีกระหว่างครึ่งที่ถูกตัด กับซีกที่ไม่ถูกตัดให้แบ่งด้วยเส้นผ่านศูย์กลาง (เพราะชิ้นงานจริงไม่ถูกตัดจริงๆ เป็นการตัดตามจินตนาการเท่านั้น)
3. การวางภาพตามมาตรฐานยุโรป ถ้าภาพตัดวางในแนวนอน นิยมให้ซีกด้านที่ถูกตัดอยู่ทางด้านล่างของเส้นผ่านศูนย์กลาง
4. การกำหนดขนาดรูเจาะ สามารถกำหนดขนาดโดยใช้เส้นกำหนดขนาด ซึ่งมีหัวลูกศรข้างเดียว ปลายหางของลูกศรจะต้องลากให้เกินเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กน้อย

3.3 ภาพตัดเยื้องศูนย์ (OFFSET SECTION)
ภาพตัดเยื้องจะมีลักษณะพิเศษคือระนาบตัดเยื้องจะไปตามส่วนที่จะตัดส่วนที่สำคัญต่างๆ ของชิ้นงาน ภาพตัดเยื้องมีข้อดีคือ สามารถแสดงรูปร่างลักษณะ รูเจาะ หรือส่วนที่อยู่ภายในที่มีตำแหน่งไม่ได้อยู่ในแนวเดียวกัน มาร่วมแสดงให้เห็นในแนวเดียวกัน (ดังรูป 9.9)

รูปที่ 9.9 แนวตัดและภาพชิ้นงานที่ได้จากการตัด OFFSET

การเขียนภาพฉายที่ได้จากการตัด OFFSET

รูปที่ 9.10 แสดงภาพฉายที่ได้จากการตัดตามแนว A-A และ B-B

จากรูป 9.10 จะเห็นว่า ถ้าตัดตรงตามแนว A-A จะได้ภาพเกิดขึ้นภาพหนึ่ง และตัดตามแนว B-B จะได้ภาพเกิดขึ้นอีกภาพหนึ่ง ซึ่งจะต้องเขียนถึง 2 ภาพ เพื่อที่จะแสดงรายละเอียดภายในของรูปทั้งสอง
ดังนั้นวิธีการตัดแบบ OFFSET จึงเป็นลักษณะการนำเอาภาพที่เกิดขึ้นจากการตัดตรงทั้งสองแนวมารวมไว้ในภาพเดียวกัน และเขียนเส้นแนวตัดที่ทำให้เกิดภาพตามแนวตัด A-B โดยยกเว้นไม่ต้องเขียนเส้นแสดงรอยต่อของแนวตัดทั้งสองนั้น ดังรูปที่ 9.11 และรูป 9.12

รูปที่ 9.11 แสดงการตัดแบบ OFFSET

รูปที่ 9.12 ภาพฉายและการแสดงแนวตัด OFFSET

4. ภาพตัดลักษณะพิเศษ
4.1 ภาพตัดเฉพาะส่วน (PARTIAL SECTION)
ภาพตัดเฉพาะส่วนเป็นภาพตัดเพื่อแสดงรายละเอียดลักษณะรูปร่างที่อยู่ภายในชิ้นงานเฉพาะ บางทีก็เข้าใจแบบงานได้ เช่น บริเวณรูเจาะ ร่องลิ่ม การเขียนภาพตัดเฉพาะส่วนทำได้โดยการเขียนเส้นมือเปล่า (FREE HAND) เฉพาะบริเวณที่ต้องการแสดงรายละเอียด ดังรูป 9.13

รูปที่ 9.13 ภาพตัดเฉพาะส่วน

4.2 ภาพตัดหมุนข้าง (ROTATED SECTION)
ภาพตัดหมุนข้าง เป็นภาพการเขียนเพื่อแสดงรูปร่างหน้าตัดของชิ้นงานที่มีลักษณะเป็นท่อนยาว ทำได้โดยตัดบริเวณนั้น แล้วหมุนหน้างานไป 90 องศา เพื่อสามารถเข้าใจลักษณะหน้าตัดนั้นอย่างชัดเจน หรือยังสามารถเห็นลักษณะรูปร่าง สัดส่วนของชิ้นงานได้ตามปกติ ดังรูป 9.14

รูปที่ 9.14 ภาพตัดหมุน

4.3 ภาพตัดหมุนเคลื่อน (REMOVEL SECTION)
ภาพตัดหมุนเคลื่อน เป็นภาพตัดที่ใช้ในกรณีที่ชิ้นงานมีรายละเอียดแต่ละช่วงแตกต่างกัน และต้องการแสดงให้เห็นพื้นที่หน้าตัดของแต่ละช่วงนั้น เพราะไม่สามารถแสดงโดยภาพตัดหมุนข้างได้ จะทำให้ยุ่งยากในการอ่านแบบ จึงจำเป็นต้องยกออกมาแสดงให้เห็น ดังรูป 9.15

รูปที่ 9.15 ภาพตัดหมุนเคลื่อน

4.4 ภาพตัดหมุนโค้ง (ALIGNED SECTION)
ภาพตัดหมุนโค้ง เป็นภาพตัดที่แสดงรายละเอียดของส่วนที่เอียงหรือบิดไปจากแนวศูนย์กลาง โดยการหมุนโค้งหรือลากเส้นฉายให้มาอยู่ในระนาบเดียวกัน ดังรูป 9.16

รูปที่ 9.16 ภาพตัดหมุนโค้ง

4.5 ภาพตัดย่อส่วน (CONVENTIONAL SECTION)
สำหรับวัตถุที่มีรูปร่างยาวมากๆ เช่น งานเพลากลม ท่อกลม แท่งโลหะ ถ้าเขียนความยาวจริงทั้งหมดลงไปในกระดาษเขียนแบบจะไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากกระดาษเขียนแบบมีพื้นที่จำกัด ในลักษณะเช่นนี้ สามารถแก้ไขได้โดยใช้วิธีการตัดย่อส่วน การตัดย่อส่วนนี้จะย่อเฉพาะความยาว หน้าตัดของงานยังคงเดิมโดยจะย่อตรงกลางรูป มาตราส่วนต่างๆ ยังคงเหมือนเดิม ลักษณะการตัดย่อรูปจะมีการเขียนแตกต่างกันไปตามลักษณะของวัตถุนั้นดังรูป 9.17

รูปที่ 9.17 การตัดชิ้นงานย่อส่วนชนิดต่างๆ

5. ชิ้นงานที่ได้รับการยกเว้นการตัด
การเขียนแบบในชิ้นงานบางประเภท เช่น ซี่ล้อ หรือแขนพวงมาลัย จะเห็นว่า ถ้าตัดในแนวของการตัดจริงๆ จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการอ่านและเขียนแบบอย่างมาก ดังนั้นในงานเขียนแบบจึงนิยม เขียนแบบ ดังรูป 9.18 และ 9.19

รูปที่ 9.18 แสดงให้เห็นแนวตัดผ่านแขวนพวงมาลัยข้างเดียว แต่มีแขน 5 อัน
ในงานเขียนแบบจะเขียนให้มีเพียง 2 อัน เพื่อให้สมมาตรกัน

รูปที่ 9.19 แสดงให้เห็นแนวตัดผ่านพวงมาลัย 2 อัน แม้ว่าแขนพวงมาลัยมีจำนวนไม่เท่ากัน
แต่ภาพสมมาตรเหมือนกัน

ชิ้นงานที่ยกเว้นไม่แสดงการตัด ได้แก่ ส่วนที่เป็นปีก (ดังรูป 9.20) เพราะถ้าแสดงลายตัดแล้วจะไปเหมือนกับรูปทรงตัน ชิ้นงานอีกประเภทหนึ่งที่ยกเว้นไม่แสดงการตัด คือ ชิ้นส่วนที่ไม่มีรายละเอียดภายใน เช่น ชิ้นส่วนจับยึดต่างๆ เพลาในสุด เป็นต้น ดังรูป 9.21 เพราะจะเป็นการง่ายกว่าที่จะแสดงรายละเอียดภายนอกเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะวางอยู่ในแนวตัดก็ตาม

รูปที่ 9.20 ตัวอย่างงานที่ยกเว้นการแสดงส่วนที่ตัดปีก

รูปที่ 9.21 ตัวอย่างงานโซ่ หมุดย้ำ สลัก ลูกปืน

 
กลับสู่หน้าหลักกลุ่มสาระศิลปะ
บทที่ ๐๑ ๐๒ ๐๓ ๐๔ ๐๕ ๐๖ ๐๗ ๐๘ ๐๙ ๑๐ ๑๑
กลับหน้าหลักบางสะพานวิทยา