บทนำ

การเขียนแบบ


มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์อื่น ๆ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด มนุษย์สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ออกมาตลอดเวลาและมีวิวัฒนาการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผิดจากสัตว์อื่น ๆ ที่มีขีดจำกัดในเรื่องของการคิดและจะคิดตามสัญชาติญาณที่มีมาตามธรรมชาติ มนุษย์จึงพัฒนาไปอย่างไม่มีขีดจำกัด มนุษย์จึงต้องมีการสร้างสื่อขึ้นมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในแรกเริ่มมนุษย์อาจจะสื่อด้วยท่าทางเพราะภาษาท่าทางจะเป็นภาษาสากลเบื้องต้นที่มนุษย์จะเข้าใจกันได้ และสามารถสื่อสารได้ทั่วโลก จะเห็นได้ง่าย ๆ เวลาเดินทางไปต่างประเทศที่ไม่รู้ จักภาษาของเขา แต่ก็สามารถสื่อสารอะไรง่าย ๆ โดยท่าทาง เช่น การสั่งอาหาร โดยแสดงการชี้ไปที่อาหารและแสดงอาการตักอาหารเข้าปากก็เป็นที่เข้าใจว่าต้องการสั่งอาหารชนิดนั้นๆ แต่ถ้าต้องการ อะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้นก็คงจะต้องเรียนรู้ภาษาของประเทศนั่น เพื่อที่จะสื่อสารให้ได้มากกว่านั้น และจะมีความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้นก็ต้องศึกษาวัฒนธรรมจารีตประเพณีของเขาว่าเขาอยู่กันอย่างไรมีความคิดความเชื่อในการดำรงชีวิตอย่างไร ที่กล่าวมานี้ก็เพื่อที่จะให้เห็นว่ามนุษย์จะเข้าใจกันได้จะต้องมีสื่อกลางที่จะทำให้ผู้รับสารและผู้ส่งสารมีความเข้าใจได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่าย การสื่อสารนอกจากกริยาท่าทาง ภาษาพูดภาษาเขียนแล้ว ยังมีเครื่องหมาย สัญลักษณ์ และสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายที่จะทำให้มนุษย์สื่อสารทำความเข้าใจกันได้
การเขียนแบบเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่จะสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบกับผู้ผลิต หรือผู้นำความคิดนั้นมาทำเป็นรูปธรรมได้ตามที่ผู้คิดออกแบบได้คิดไว้ แบบจะเป็นสื่อกลาง เช่น แบบบ้าน แบบ ผลิตภัณฑ์ แบบสิ่งพิมพ์ หรือเรียกว่าต้นแบบ แล้วมีการสำเนาแบบไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เช่น แบบบ้านซึ่งสถาปนิกเป็นผู้ออกแบบจะต้องมีการสำเนาพิมพ์เขียวแบบส่งไปให้บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เจ้าของบ้าน ช่างสร้างบ้าน ช่างคุมการก่อสร้างบ้าน เขตปกครองเพื่อขออนุญาต สื่อสิ่งพิมพ์ก็เช่นกันผู้ออกแบบจะต้องร่างแบบ ออกแบบในรายละเอียด ตกลงกับผู้ว่าจ้างจนพอใจในการออกแบบนั้น ๆ จึงส่งต้นแบบให้โรงพิมพ์ เพื่อดำเนินการตามขบวนการพิมพ์ตีพิมพ์ ออกมาตามความประสงค์ของผู้ออกแบบและผู้ว่าจ้าง ผู้ออกแบบผู้ว่าจ้างและโรงพิมพ์ต่างต้องเก็บต้นฉบับเพื่อตรวจผลการพิมพ์ เมื่อถูกต้องทั้งสามฝ่ายการชำระเงินในค่าดำเนินการต่าง ๆ จึงเกิด ขึ้นตามข้อตกลง
เช่น การนำเสนองานตกแต่งภายในจำเป็นต้องมีแบบ การเขียนแบบแสดงรายละเอียดของส่านต่าง ๆ ที่ต้องการตกแต่ง การเขียนแบบ เป็นภาษาอย่างหนึ่งที่ใช้กันในการช่าง เป็นภาษาที่ถ่ายทอดความคิดหรือความต้องการของผู้ออกแบบไปให้ผู้อื่นได้ทราบ และเข้าใจได้อย่างถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน แบบเป็นสื่อกลางที่ที่จะนำความคิดไปสร้างได้อย่างถูกต้อง อันจะเป็นการประหยัดและได้งานตรง
ตามความต้องการและมีคุณภาพ เพื่อให้ได้ความเข้าใจที่ตรงกันการเขียนแบบจะต้องเป็นภาษา สากลเครื่องหมายสัญลักษณ์รูปแบบจะต้องเข้าใจได้ง่าย แม้นแต่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาวิชาเขียนแบบก็สามารถ เข้าใจได้พอสมควร นักศึกษาที่จะเรียนวิชาเขียนแบบได้ดีจำเป็นจะต้องทำแบบฝึกหัดเพื่อให้เกิดทักษะจะเรียนเพียงทฤษฎีเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้เหมือนกับการเรียนภาษาจะเขียนเพียง อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องพูดและฟังด้วย การพูดบ่อย ๆ และฟังมาก ๆ ก็จะมีทักษะ การเรียนเขียนแบบก็เช่นเดียวกันจะต้องปฏิบัติควบคู่กันกันไปกับการเรียนทฤษฎี ทฤษฎีกับการปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกันผู้มีทักษะทางทฤษฏีไม่ได้หมายความว่าจะมีทักษะทางปฏิบัติด้วย การเรียนเขียนแบบให้ได้ดีจะต้องเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กันไป
การเขียนแบบเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการช่างการผลิตที่ต้องการผลิตจำนวนมากงานเขียนแบบเป็นการแสดงให้เห็นภาพต้นแบบของผลิตภัณฑ์ การเขียนแบบเป็นการถ่ายทอดความคิดของผู้คิดออกแบบผลิตภัณฑ์ลงบนกระดาษอย่างเป็นระบบแบบแผน เพื่อให้บุคคลอื่นได้เข้าใจโดยไม่กำจัดระยะเวลาในการศึกษาทำความเข้าใจ

ประเภทของการเขียนแบบ

การเขียนแบบแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. การเขียนแบบทางวิศวกรรม(Engineering Drawing) การเขียนแบบนำไปใช้ใน งานอุตสาหกรรมทางเครื่องจักรกล ซึ่งการเขียนแบบชนิดนี้แยกได้ดังนี้ คือ
1.1 การเขียนแบบเครื่องกล(Machines Tool Drawing)
1.2 การเขียนแบบงานไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (Electrical Electronic Drawing)
1.3 การเขียนแบบเครื่องยนต์(Automotive Drawing)
1.4 การเขียนแบบงานแผนที่และช่างสำรวจ(Map & Survey Drawing)
1.5 การเขียนแบบช่างกลและแผ่นโลหะ(Metal & Sheet Metal -Drawing)

2. การเขียนแบบทางสถาปัตยกรรม(Architectural Drawing) การเขียนแบบทาง งานก่อสร้าง ซึ่งแยกงานเขียนได้ดังนี้ คือ
2.1 การเขียนแบบโครงสร้าง(Structural Drawing)
2.2 การเขียนแบบสัดส่วนของรูปต่างๆ(Shape & Proportion Drawing)
2.3 การเขียนรูปตัด(Section Drawing)
2.4 การเขียนภาพร่าง(Sketching Drawing)

3. การเขียนแบบตกแต่งภายใน(Interior Design Drawing) การเขียนแบบที่ใช้ ในการออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งแยกงานเขียนได้ดังนี้ คือ
3.1 การเขียนแบบเครื่องเรือน(Furniture Drawing)
3.2 การเขียนแบบทัศนียภาพ(Perspective Drawing)

4. การเขียนแบบผลิตภัณฑ์ (Product Drawing) การเขียนแบบที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจำแนกได้ดังนี้ คือ
4.1 การเขียนภาพฉาย(Orthographic Drawing)
4.2 การเขียนภาพสามมิติ(Three Dimension Drawing)
การเขียนแบบอาจแยกออกได้ตามลักษณะประเภทของงาน แต่ความมุ่งหมายของการ เขียนแบบ คือ การถ่ายทอดความคิดของผู้คิดลงบนแผ่นกระดาษประกอบด้วย รูปแบบ เส้น ภาพ สัญลักษณ์ คำอธิบายไว้ในแบบอย่างละเอียดพร้อมที่จะนำไปสร้างงานจริงได้

ประโยชน์ของการเขียนแบบ
ประโยชน์ของการเขียนแบบมีมากมาย ซึ่งอาจกล่าวได้ดังนี้
1. การเขียนแบบเป็นสื่อกลาง ในการผลิตผลิตภัณฑ์ มนุษย์ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดออกไปยังบุคคลอื่นได้หลาย ๆ คนในสถานที่ต่าง ๆ กันในเวลาเดียวกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเขียนแบบเป็นสื่อเชื่อมโยงบุคคล สถานที่ เวลาเหตุการณ์ให้อยู่ในสภาวะเดียวกัน ในโลกปัจจุบันการผลิตสินค้าของบริษัทหนึ่ง ระบบการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ของสินค้าอาจจะผลิตชิ้นส่วนในบริษัทเครือข่ายในแต่ละประเทศที่อยู่ต่างทวีปกันแล้วนำชิ้นส่วนต่าง ๆ มาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์เต็มรูปแบบในประเทศอีกประเทศหนึ่ง เช่น บริษัท แมคอินทอช ที่ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ บริษัทอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทวีปอเมริกาเหนือ แต่ให้ประเทศไต้หวันผลิตชิ้นส่วนคีย์บอร์ดให้ และให้บริษัทซัมซุงในประเทศเกาหลีผลิตหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้งสองประเทศอยู่ในทวีปเอเซียเนื่องจากทางทวีปเอเซียมีค่าแรงงานต่ำเป็นการลดต้นทุนการผลิต แล้วนำชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัทมาประกอบในประเทศสหรัฐอเมริกา และจัดจำหน่ายไปทั่วโลก
การเขียนแบบเป็นสื่อกลางทำให้แต่ละสถานที่แหล่งผลิตสามารถผลิตชิ้นงานในส่วนรับผิดชอบแล้วนำไปประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ที่เต็มรูปแบบอีกสถานที่หนึ่ง
2. การเขียนแบบเป็นเอกสารอ้างอิง ในการผลิตผลิตภัณฑ์สินค้าต่าง ๆ รูปแบบของผลิตภัณฑ์จะต้องตกลงกันระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ทำการผลิต การเขียนแบบจึงเป็นเอกสารส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การทำสัญญาเป็นไปโดยสมบูรณ์ และการผลิตก็ไม่ผิดไปจากการว่าจ้างในการตกลงระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ถูกว่าจ้างให้ผลิตผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งแนวความคิดของทั้งสองฝ่ายอาจจะเข้าใจตรงกันแต่ในเรื่องรายละเอียดรูปแบบนั้นอาจจะคลาดเคลื่อนกัน และภาษาหนังสือไม่อาจจะแจ้งในรายละเอียดได้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีภาพของผลิตภัณฑ์มาแสดงให้ชัดแจ้งจะได้ไม่มีข้อขัดแย้งในภายหลัง การเขียนแบบจึงมีบทบาทเข้ามาช่วยในสิ่งเหล่านี้ และเป็นเอกสารประกอบสัญญาในการว่าจ้างให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญา
3. การเขียนแบบเป็นภาษาสากล บันทึกประวัติศาสตร์มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจำเป็น ต้องมีความเป็นอยู่ร่วมกัน เมื่อมีคนจำนวนมากอยู่ร่วมกันการสื่อสารก็เกิดขึ้นการสื่อสารอาจจะพัฒนามาเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การสื่อสารทางกาย การแสดงทางร่างกายด้วยท่าทางพัฒนาเป็นภาษาพูด และเป็นภาษาเขียน การเขียนแบบเปรียบเสมือนภาษาเขียนภาษาหนึ่งที่ถูกบันทึกลงบนวัสดุ วัสดุนั้นอาจจะเป็นผนังถ้ำ แผ่นหนังสัตว์ กระดาษ หรือสิ่งใดก็ตามที่สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน ทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงความเป็นมาเป็นไปของผลิตภัณฑ์ หรือแนวคิด สิ่งประดิษฐ์ที่การเขียนแบบได้แสดงไว้คนรุ่นหลังสามารถศึกษาและพัฒนาให้ได้งานที่ดียิ่งขึ้นไปเป็น ลำดับโดยมีแบบเป็นหลักในการศึกษา
การเขียนแบบจึงจัดเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารอีกภาษาหนึ่งเป็นภาษาสากลที่เข้าใจกันได้ในหลายชาติหลายภาษาและเป็นภาษาสากลบันทึกประวัติศาสตร์